องค์กรสุขภาวะ (Happy Workplace)

1. Happy Body การส่งเสริมด้านสุขภาพกายและใจ

Happy Body (สุขภาพดี) สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและจิตใจ
เพราะมีความเชื่อว่าถ้ามนุษย์มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
ก็จะมีจิตใจที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับปัญหาที่จะเข้ามาได้เป็นอย่างดี
อ้างอิงข้อมูลจาก Happy 8 ความสุข
การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กับการทำงานอย่างมีความสุข

https://happy8workplace.thaihealth.or.th/happy-8/happy-body


Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 76.47 KB


2. Happy Heart การส่งเสริมให้เกิดความเกื้อกูลในองค์กร

Happy Heart (น้ำใจงาม)
มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกันและกัน เนื่องจากมีความเชื่อว่าความสุขที่แท้จริงคือการเป็นผู้ให้

อ้างอิงข้อมูลจาก Happy 8 ความสุข
การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กับการทำงานอย่างมีความสุข
https://happy8workplace.thaihealth.or.th/happy-8/happy-heart


Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 255.21 KB


3. Happy Society การส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีในองค์กร

Happy Society (สังคมดี)
มีความรักสามัคคีเอื้อเฟื้อต่อชุมชนที่ตนทำงานและพักอาศัย
มีสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดีเพราะเชื่อว่าการที่ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีภายในสังคมหรือชุมชน
ย่อมเป็นพื้นฐานที่ดี ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความรัก ความปรองดอง สามัคคีต่อกัน
พร้อมร่วมแรงร่วมใจช่วยกันพัฒนาชุมชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อ้างอิงข้อมูลจาก Happy 8 ความสุข
การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กับการทำงานอย่างมีความสุข
https://happy8workplace.thaihealth.or.th/happy-8/happy-society

วันนี้เราพูดกันถึงความเท่าเทียมกันในหลายมิติ การจ้างคนพิการเข้าทำงานก็น่าจะเป็นอีกมิติหนึ่งของความเท่าเทียมที่น่าจะได้พูดถึง เพราะการจ้างงานผู้พิการเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ในตลาดแรงงานและมักถูกมองข้าม ซึ่งองค์กรหรือตลาดแรงงานอาจจะต้องก้าวข้ามความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ รวมถึงพิจารณาถึงแง่มุมของความสามารถมากกว่าความพิการ

อีฟส์เวอลีเย ผู้จัดการด้านความเท่าเทียมและผู้พิการระดับโลก ได้รับอุบัติเหตุตอนอายุ 21 ปี ทำให้ขาทั้งสองข้างใช้งานไม่ได้ เคยลองสมัครงานหลายแห่งก่อนที่เขาจะได้งานที่บริษัทไอบีเอ็ม เมื่อ 25 ปีก่อน ให้ความเห็นว่า “ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้คนต่างกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกเกร็ง ๆ เวลาที่อยู่ใกล้ผู้พิการ นั่นเป็นเรื่องปกติ”

มีหลักฐานยืนยันว่า เมื่อนายจ้างสามารถก้าวข้ามความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ การจ้างงานและการทำงานร่วมกับผู้พิการก็จะกลายเป็นความคุ้นชินมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ชอง คาลาคฮาน ผู้จัดการทั่วไปของ Sodexo ในโตรอนโต ประเทศแคนาดา กล่าวว่า “เราจะพูดถึงความพิการไปทำไม ในเมื่อความสามารถของเขามันโดดเด่นจนปิดทับปกคลุมความพิการไปหมดแล้ว” ทีมงานของเขาทั้ง 36 คนประกอบด้วยผู้พิการถึง 4 คน ซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกายต่าง ๆ กันไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ

คนเหล่านั้นมีความสามารถที่แตกต่างกัน

ส่งเสริมให้ใช้ความสามารถ มิใช่จำกัดความสามารถ

สิ่งแวดล้อมในการทำงานก็ถือเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง ไม่เพียงแต่เฉพาะในแง่ของกายภาพเท่านั้น ยังรวมถึง วัฒนธรรมการทำงาน และ บรรยากาศที่เอื้ออำนวยเป็นมิตรต่อทุกคนโดยไม่ละเลยคนหนึ่งคนใดไว้

อีฟส์เวอลีเย ชี้ว่า “ที่สุดแล้วหน้าที่ของทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องชัด หน้าที่ของนายจ้างก็คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้พิการสามารถจัดการกับข้อจำกัดจากความพิการของตนเองได้ ในขณะที่หน้าที่ของลูกจ้างก็คือการจัดการกับข้อจำกัดทางร่างกายและภาระงานในความรับผิดชอบของตนเอง” เขากล่าวว่าตอนที่เขาได้ร่วมงานกับบริษัทไอบีเอ็ม เขารู้สึกว่าข้อจำกัดจากความพิการของเขาเลือนหายไปเพียงเพราะว่าทุกหนแห่งในที่ทำงานเข้าถึงได้ง่ายนั่นเอง

ทำไมต้องจ้างงานผู้พิการ?

ริช โดโนแวน ผู้เชี่ยวชาญด้านความพิการและการสร้างรายได้ทางธุรกิจ ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคมักจะรู้สึกดีต่อองค์กรธุรกิจที่จ้างงานผู้พิการ อีกทั้งทั่วโลกมีผู้พิการกว่า 1,300 ล้านคน ครอบครัวของผู้พิการอีก 2,200 ล้านครอบครัว รวมทั้งเพื่อนของเขาอีก ซึ่งครอบคลุมรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงต่อปีมูลค่าสูงถึง 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

ผู้ประกอบการค่อย ๆ ตระหนักแล้วว่า การจ้างงานผู้พิการนั้น มิใช่เป็นแค่เรื่องการกุศล และผู้พิการเองก็สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย “นี่ไม่ใช่แค่การทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยังเป็นการทำที่ชาญฉลาดอีกด้วย”

สรีลา ดาส กัปตา ผู้จัดการด้านความหลากหลายและเท่าเทียมระดับโลก บริษัท Tata Consulting Services กล่าว

ในประเทศไทยมี “พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” ระบุให้นายจ้างที่มีลูกจ้างมากกว่า 100 คน ต้องจ้างคนพิการในอัตราส่วน 100:1 ตามมาตรา 33 หรือใช้มาตรา 34 จ่ายเงินเข้า “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” จำนวน 109,500 บาทต่อคน หรือใช้มาตรา 35 โดยให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้า จ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน ช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ

แต่ละปีบริษัทเอกชนจะส่งเงินเข้ากองทุนฯ ซึ่งบริหารจัดการโดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กว่า 2,000 ล้านบาท จนมีเงินสะสมในกองทุนฯ กว่า 10,000 ล้านบาท แต่หากนำเงินก้อนนี้ไปใช้ตามมาตรา 33 หรือ 35 จะถึงมือคนพิการโดยตรงปีละกว่า 20,000 คน

อย่างไรก็ตาม ยังมีองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งที่ให้ความสำคัญกับการจ้างงานคนพิการ อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โรงพยาบาลสมิติเวช บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัทเบทาโกร จำกัด กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ กลุ่มเซ็นทรัล บมจ.แอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส) เป็นต้น

อีฟส์เวอลีเย มักจะบอกกับบรรดาผู้บริหารทั้งหลายว่า ให้ถามตัวเองก่อนเลยว่า ทำไมจึงควรจ้างงานผู้พิการ ในขณะที่สามารถจ้างคนทั่วไปที่ไม่พิการได้ คำตอบที่ได้คือ “องค์กรไม่จำเป็นต้องจ้างผู้พิการ แต่จ้างใครก็ได้ที่มีทักษะความสามารถเหมาะสมกับงานนั้น ๆ แล้วถ้าบังเอิญบุคคลผู้นั้นเป็นผู้พิการ ก็จ้างเลยตามนั้น ความพิการไม่ใช่ประเด็นที่จะพิจารณา”

มีคนพิการอีกมากที่ต้องการมีงานทำ การได้ประกอบอาชีพ คือโอกาสที่คนพิการจะแสดงพลังให้สังคมได้เห็นว่า…..

“ข้อจำกัดด้านร่างกายไม่ได้จำกัดความสามารถที่คนพิการมี”

ที่มา Employing people with disabilities: It’s right and smart

https://www.ilo.org/.../news/WCMS_246151/lang--en/index.htm

Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 68.82 KB


4. Happy Relax การส่งเสริมให้มีสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย

Happy Relax (ผ่อนคลาย)
รู้จักผ่อนคลายต่อสิ่งต่างๆ ในการดำเนินชีวิต เพราะเชื่อว่าการที่คนทำงาน
หากไม่รู้จักสรรหาการผ่อนคลายให้กับตนเอง จะทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความเครียด
อันส่งผลกระทบต่อหน้าที่การทำงาน

อ้างอิงข้อมูลจาก Happy 8 ความสุข
การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กับการทำงานอย่างมีความสุข
https://happy8workplace.thaihealth.or.th/happy-8/happy-relax

Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 105.22 KB


5. Happy Brain การส่งเสริมให้บุคลากรได้พัฒนาความรู้ความสามารถ

Happy Brain (หาความรู้)
มีการศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองตลอดเวลาจากแหล่งต่างๆ
นำไปสู่การเป็นมืออาชีพและความมั่นคงก้าวหน้าในการทำงาน
เพราะเชื่อว่าถ้าเราทุกคนแสวงหาความรู้ใหม่ๆ มาเพิ่มพูนความรู้ และพัฒนาตนเองอยู่สม่ำเสมอ
ก็จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันช่วยให้องค์กรพัฒนาขึ้นด้วยบุคลากรที่มีศักยภาพ

อ้างอิงข้อมูลจาก Happy 8 ความสุข
การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กับการทำงานอย่างมีความสุข
https://happy8workplace.thaihealth.or.th/happy-8/happy-brain

โลกการทำงานในยุค Digital Transformation ที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ถูกสร้างขึ้นตลอดเวลา

ประกอบกับการระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา

ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องขยับปรับตัวกันขนานใหญ่ องค์กรที่สามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เท่านั้น ถึงจะสามารถอยู่รอดต่อไป นอกจากเทคโนโลยีที่พัฒนาแล้ว คนทำงานในองค์กรก็จำเป็นต้องพัฒนาด้วยเช่นกัน และ Mindset ซึ่งคนทำงานควรต้องมี ได้แก่


1. Growth Mindset

เป็นความเชื่อ เป็นวิธีคิดที่ว่าความสามารถของนั้นเราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างไม่มีขีดจำกัด มีความยืดหยุ่นในกระบวนการความคิด และ ไม่ยึดติดอยู่กับปัญหาอุปสรรค ซึ่งตรงข้ามกันกับ Fixed Mindset ที่เชื่อว่าความสามารถ ความฉลาด เป็นของตายตัว ไม่สามารถพัฒนาต่อได้ด้วยตัวเอง ใครมีก็จะมี ใครไม่มีก็จะไม่มี คนที่มี Fixed Mindset มักจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่นำไปสู่ความล้มเหลว แต่ในขณะที่คนมี Growth Mindset จะเรียนรู้จากการล้มเหลวเพื่อพัฒนาต่อไป แล้วจะสร้าง Growth Mindset ได้อย่างไร

  • เริ่มที่ความเชื่อการสร้างความเชื่อว่าเราจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้าง Growth Mindset เพราะถ้าเราไม่เชื่อว่าเราทำได้ หรือทีมเราจะทำได้ เราก็จะติดกับดักในความคิดแบบ Fixed Mindset ทำให้ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้

  • โฟกัสและทำอย่างต่อเนื่อง การฝึกฝนเพื่อพัฒนาตัวเองจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราทุ่มเทแรงกายแรงใจโฟกัสไปที่งานนั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้าง Growth Mindset

  • เรียนรู้ตลอดเวลาการเรียนรู้ถือเป็นหัวใจของ Growth Mindset สมองของมนุษย์เรามีการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อยู่รอดตลอดชีวิต ซึ่งทำให้คนเราเรียนรู้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งสำคัญอีกอย่างในการเรียนรู้คือ การมุ่งเป้าไปที่ตัวงานและความสำเร็จของงาน มากกว่าการเรียนรู้ที่เน้นไปที่การแข่งขันกับคนรอบข้าง

  • เลือกงานที่ยากถ้าคุณมีโอกาสเลือก ให้เลือกงานที่ท้าทายไว้ก่อน เพราะงานที่ยากจะดึงศักยภาพของคุณออกมา จุดอ่อนของ Fixed Mindset คือการ Play Safe เพราะกลัวความผิดพลาด การอยู่แต่ในพื้นที่ปลอดภัยด้วยการทำแต่งานที่ง่ายจะทำให้พัฒนาตัวเองได้ยาก ดังนั้นการเลือกงานที่ยากจะทำให้เราพัฒนาตัวเองได้อย่างก้าวกระโดด เพราะเราได้เรียนรู้ความผิดพลาดด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นจะทำให้เราเลิกกลัวความล้มเหลว สิ่งนี้เองจะสร้างทัศนคติแบบ Growth Mindset ได้เป็นอย่างดี

  • เปิดใจกับ Feedback เพราะ Feedbackที่ตรงไปตรงมาจะทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ดี เพราะทำให้เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง สิ่งสำคัญคือทัศนคติต่อ Feedback ในทางลบ การเปิดใจต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นจะช่วยเปลี่ยนแปลงความรู้สึกท้อแท้ที่เกิดจากคำติเตียนเหล่านั้น มาเป็นความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดการพัฒนาไปอย่างถูกทิศทาง

  • มองหากลยุทธ์ใหม่ๆ ไม่มีกลยุทธ์หรือยุทธวิธีใด ๆ ที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ การมองหากลยุทธ์และเลือกใช้ยุทธวิธีใหม่ ๆ จึงเป็นเรื่องดีในการพัฒนาตัวเองให้มีความยืดหยุ่น คนที่มี Growth Mindset จะสามารถใช้กลยุทธ์ได้หลากหลายวิธี เพราะมีทัศนคติที่เปิดกว้าง ไม่ปิดกั้นสิ่งใหม่ ๆ

  • เรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของผู้อื่นจุดอ่อนของ Fixed Mindset คือความคิดที่ว่าการประสบความสำเร็จของผู้อื่นนั้นบั่นทอนความรู้สึกของตัวเอง การสร้างให้เกิด Growth Mindset คือการมองหาแรงบันดาลใจ (Inspiration) จากคนรอบข้าง ชื่นชม และเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น

2. Outward Mindset

คือการเปลี่ยนมุมมองจากที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ให้ความสำคัญกับผู้อื่นไม่น้อยไปกว่าความสำคัญต่อตัวเราเองเป็นการมองในมุมของคนอื่น การปรับเปลี่ยน Mindset จึงเปรียบเสมือนการปรับเปลี่ยนเลนส์ในการมองโลก

มองตัวเรา และมองคนอื่น เป็นตัวสะท้อนทัศนคติที่ดี ซึ่งจะนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ดี ที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์ และการทำงานได้อย่างเป็นสุขในทุกสถานการณ์

ยกตัวอย่างเช่น หากมีหัวหน้าที่มี Outward Mindset เขาจะมองลูกน้องทุกคนเป็นคนที่มีความต้องการและเป้าหมายชีวิตที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าของตัวเอง ส่งผลให้การแสดงออกที่เต็มไปด้วยความหวังดี ที่อยากให้เขาพัฒนายิ่งขึ้นหรือก้าวผ่านปัญหาต่างๆ ได้จริงๆ ช่วยให้ลูกน้องพัฒนาศักยภาพหรือพร้อมทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างเต็มใจและใช้ความสามารถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีความสุข

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ได้กล่าวถึงคีย์เวิร์ดสำคัญของ Outward Mindset คือ S.A.M. ซึ่งย่อมาจาก

  • See Others เริ่มจากทำความเข้าใจความต้องการของคนอื่น รวมถึงเป้าหมายและความท้าทายของเขา

  • Adjust Efforts กลับมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองเพื่อช่วยเหลือให้เขาบรรลุเป้าหมาย

  • Measure Impact ประเมินว่าความพยายามของเราเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น และไม่ศูนย์เปล่า

ทั้งนี้ วิธีดูง่าย ๆ ว่า เรามีกระบวนการคิดแบบ Outward Mindset หรือยัง ให้ลองสังเกตว่าตัวเรารู้เป้าหมายการทำงานของเพื่อนร่วมทีมหรือยัง ? เรายินดีที่จะรับฟังความคิดเห็น หรือแบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนในทีมหรือไม่ ? หากเราเข้าใจเป้าหมายของคนในทีมและองค์กร มองความสำเร็จของ “พวกเรา” ไม่น้อยไปกว่า “ตัวเรา” นั่นก็แปลว่า เราเป็นคนที่มี Outward Mindset และเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำงานร่วมกันเป็นเรื่องง่ายขึ้น

3. Agile Mindset

คือแนวคิดการบริหารจัดการโลกการทำงานที่เน้นความคล่องตัว ว่องไว มีความยืดหยุ่นสูง มีการทำงานเป็นทีม

เพื่อร่วมแก้ปัญหา และกระตุ้นให้กล้าคิดที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์บรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วเท่าทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

การจะทำ Agile ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและประสบความสำเร็จนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ ถามตัวเองก่อนว่า ต้องการอะไรจาก Agile ? เพราะบางครั้ง หากในองค์กรไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ Agile ก็ได้ เพราะ Agile ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น และก็ไม่ได้เหมาะกับทุกองค์กรเสมอไป เพราะจริงๆ แล้ว Agile ไม่ใช่กระบวนการที่มีไว้เพื่อทำให้งานเร็วขึ้น แต่มันคือ Mindset ที่ทำให้ทุกคนไม่ต้องเกี่ยงงาน แต่รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด โฟกัสที่ความรับผิดชอบของตัวเองเป็นหลัก และงานจึงเสร็จได้ง่ายขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องควบคู่ไปกับการมีวินัย (Discipline) ที่สูงมากด้วยเช่นกัน โดยแนวการทำงานแบบ Agile Mindset มีหลักการดังนี้

  • ทำงานเป็นทีมโดยนำบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญจากหลายสายงานต่าง ๆ มารวมตัวกันเพื่อระดมสมองจากทีมเล็ก ๆ โดยมุ่งให้ได้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการลดขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ ที่ไม่สำคัญหรือไม่จำเป็น เช่น งานด้านเอกสาร และงานที่มีความซ้ำซ้อน

  • มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง (Communication) กระตุ้นให้เกิดบุคลากรในทีมให้เกิดแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กล้าคิด กล้าทำ มีความสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ และกล้าตัดสินใจ โดยที่ทุกคนในทีมสามารถรับรู้ถึงขั้นตอนของการทำงานและความคืบหน้าอย่างชัดเจน

  • กำหนดโปรเจกต์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง โดยทีมงานมีอำนาจการตัดสินใจไม่ต้องรอผู้บริหารอนุมัติ และมีกำหนดกรอบระยะเวลาส่งงานแต่ครั้ง เพื่ออัปเดตงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลอดเวลา แตกต่างจากการทำงานในรูปแบบเดิมที่ส่งมอบโปรเจกต์ที่ทำสำเร็จแล้วเพียงครั้งเดียว

  • การทำงานที่สร้างวัฒนธรรมองค์กรส่งเสริมให้บุคลากรเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และตลอดเวลา เพราะโลกของการเรียนรู้ของคนถูกตีกรอบแค่ตีกรอบอยู่ในระบบการศึกษา แต่แนวคิดนี้สร้างให้คนเรียนรู้สิ่งผิดพลาด และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันองค์กรชั้นนำต้องสร้าง Mindset ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานยุคใหม่ให้กับบุคลากร เนื่องจากเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งรูปแบบธุรกิจใหม่ หรือกระทั่งนวัตกรรมใหม่ และที่สำคัญคือพฤติกรรม และความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ดังนั้นหากแนวคิดของคนทำงานไม่พร้อมเปลี่ยน องค์กร และคนทำงานอาจถูก Disruption ได้ในที่สุด

ที่มา

https://careers.scb.co.th/.../career-tips-building.../

https://brandinside.asia/outward-mindset-by-seac/

https://th.hrnote.asia/tips/agile-mindset-09232021/

https://th.jobsdb.com/th-th/articles/agile-mindset/

Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 39.46 KB


6. Happy Soul การส่งเสริมให้บุคลากรมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต

Happy Soul (ทางสงบ)
มีความศรัทธาในศาสนาและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต
เพราะเชื่อว่าหลักธรรมคำสอนของศาสนา เป็นสิ่งที่จะช่วยทุกคน
ให้ดำเนินชีวิตไปในเส้นทางที่ดีได้ ทำให้ทุกคนมีสติ มีสมาธิในการทำงาน
สามารถรับมือกับปัญหาที่เข้ามา ยึดหลักสนับสนุนให้เป็นคนดี คิดดี ทำดี
และมีความศรัทธาในคุณงามความดีทั้งปวง

อ้างอิงข้อมูลจาก Happy 8 ความสุข
การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กับการทำงานอย่างมีความสุข
https://happy8workplace.thaihealth.or.th/happy-8/happy-soul

“ทำบุญให้สุขยุค Next Normal”  เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ หนึ่งในวิทยากร ท่านได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากการจัดพื้นที่ในวัดโดยใช้ผืนดินในที่โล่งแจ้ง ล้อมรอบด้วยต้นไม้ เป็นที่รองรับกิจกรรมต่างๆ ซึ่งวัดชลประทานรังสฤษดิ์ตั้งชื่อว่า ลานหินโค้ง โดยไม่ต้องพึ่งเก้าอี้ แต่ออกแบบพื้นที่ให้เหมือนป่า เพื่อให้รำลึกถึงพระพุทธเจ้าในยุคที่พระองค์ออกเผยแพร่คำสอน

นอกจากนั้น ยังมีการจัดอาคารต่างๆ ให้สะดวกและเอื้อต่อการเข้ามาทำบุญของพุทธศาสนิกชน เช่น อาคารจอดรถ อาคารสำหรับศึกษาที่ชื่อว่า อินเดียศึกษา อาคารสำหรับใช้ได้ทั้งสามฤดู เป็นต้น

Next Normal  ด้วย 4 กิจกรรมสำหรับพื้นที่ของวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ประกอบด้วย

  1. บุญเวชศาสตร์ชะลอวัย  
  2. บุญเรียนรู้ระบบดิจิทัล 4,0 
  3. บุญธรรมสมรส 
  4. บุญดิจิทัลอัฐิ

บุญเวชศาสตร์ชะลอวัย เป็นการจัดหลักสูตรให้กับผู้ทุกวัยได้มีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง โดยวัดเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้หลักสูตรดังกล่าวซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะมีการให้ความรู้ทั้งด้านกายและสุขภาพจิต  4 ด้านประกอบด้วยความรู้เรื่องโภชนาการ เป็นการให้ความรู้ว่าควรกินอาหารอย่างไรเพื่อป้องกันโรคที่ไม่เกิดจากการติดต่อ การใช้ศิลปะบำบัด เป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่ประชาชนที่มาเข้าอบรมหลักสูตรจะได้เรียนรู้ อีกเรื่องหนึ่งที่มีการสอนในหลักสูตรนี้คือ ศาสตร์แห่งชีวิต เป็นการให้ความรู้ในเรื่องความงามทุกวัยว่าเป็นอย่างไร และด้านที่สี่คือ ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับสิ่งแวดล้อม

บุญเรียนรู้ระบบดิจิทัล 4,0  เป็นการใช้สื่อดิจิทัลสมัยใหม่เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและพ่อแม่ให้เรียนรู้ไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดความสุข เกิดมิตรไมตรี โดยทางวัดมีการจัดอบรมในเรื่องการใช้ดิจิทัลเพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น หลักสูตรการใช้ Line เป็นเครื่องสื่อสารอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์  การออกแบบและการนำเสนอโดยใช้อินโฟกราฟฟิก และการรู้จักวิธีการใช้ Google Drive เป็นต้น  โดยการอบรมจะมีจิตอาสามาให้ความรู้

บุญธรรมสมรส   เป็นการให้ความรู้เรื่องการใช้ชีวิตคู่ประกอบการจัดพิธีแต่งงาน นอกจากการจัดพิธีสมรสตามขั้นตอนของพุทธศาสนา ซึ่งประกอบด้วยการทำบุญเลี้ยงพระ การหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ การทำบุญตักบาตรแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เพื่อจุดประกายให้คู่สมรสเกิดความคิดในการทำหน้าที่สามีและภรรยาให้สามารถครองคู่ชีวิตโดยไม่แยกแตกกัน

บุญดิจิทัลอัฐิ   เป็นการจัดพื้นที่บูชาอัฐิบรรพบุรุษและบุคคลที่ควรบูชาภายในหอมนุษยชาติ เพื่อให้ผู้คนคลี่คลายความหวาดกลัวเกี่ยวกับการตาย โดยจำลองที่ปรินิพพานจากอินเดีย มาไว้ในสถานที่แห่งนี้ เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วผ่านออนไลน์ โดยนำรูปผู้วายชนม์มาไว้ในระบบดิจิทัล และทำให้เกิดการจำลองสมดั่งคำที่ว่า “ขอให้พ่อแม่ได้ไปสวรรค์” พร้อมทั้งมีเสียงสวดมนต์ครบตามหลักของพุทธศาสนา เป็นนวตกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมสำหรับทุกผู้คนที่ต้องการทำบุญระลึกถึงบรรพบุรุษโดยสามารถรำลึกได้ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด ไร้ข้อจำกดเรื่องพื้นที่และเวลา    

Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 52.51 KB


7. Happy Money การส่งเสริมด้านการออมและการวางแผนในการใช้จ่าย

Happy Money (ปลอดหนี้)
มีเงิน รู้จักเก็บ รู้จักใช้ ไม่เป็นหนี้ ปลูกฝังนิสัยอดออม ประหยัด ไม่ใช้สุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายแต่เท่าที่จำเป็น
ยึดหลักคำสอนการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง

อ้างอิงข้อมูลจาก Happy 8 ความสุข
การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กับการทำงานอย่างมีความสุข
https://happy8workplace.thaihealth.or.th/happy-8/happy-money

Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 6.88 MB


8. Happy Family การส่งเสริมสถาบันครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง

Happy Family (ครอบครัวดี)
มีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง ปลูกฝังนิสัยรักครอบครัว
เพื่อนำไปเป็นหลักการใช้ชีวิตให้รู้จักความรัก ความเชื่อมั่น และความศรัทธาในความดีงาม
จึงจะเกิดเป็นคนดีในสังคม (รักตนเอง รักครอบครัว รักการงาน รักเพื่อน รักในสิ่งที่พอเพียง)

อ้างอิงข้อมูลจาก Happy 8 ความสุข
การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กับการทำงานอย่างมีความสุข
https://happy8workplace.thaihealth.or.th/happy-8/happy-family

Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 12.64 MB